Room mate : Heart mate : feeling mate

posted on 06 Sep 2010 18:01 by yellowsmile

วันนี้เพิ่งได้ดู Roommate

เป็นรัก ที่ไม่รู้ตัว ว่ามีคนรักเราอยู่

โน๊ต ไม่รู้ว่าป็อบรัก

โน๊ต ไปรักแอน

ป็อบประชดโดยขอพี่รักเป็นแฟน

เฮ้อ พลอตเดิมๆ สุดท้ายก็ happy ไม่มีอะไรตื่นเต้น

จบแอนไปเมืองนอก ไม่ต้องอยู่ให้ป็อบระแวง หรือโน๊ตลังเล

อาทิตย์นี้ได้นัดเจอเพื่อนเก่า ป.ตรี ไอ้ปลาย ไอ้น้อย เพื่อนเก่า ที่พอเจอกันทีไรนอกจากเรื่องเก่าที่เราได้เขย่าความทรงจำครัั้งก่อนมาคุยกัน มาตอนนี้ก็รู้สึกขำขำดี  เพราะตัวละครตัวอื่น เพื่อนคนอื่นๆ ก็เริ่งผุดขึ้นมาทีละคน ทีละคน

แม่

posted on 24 Jul 2010 11:36 by yellowsmile
ใครคนหนึ่งซึ่งข้า  รักยิ่ง
คนที่มอบทุกสิ่ง    แก่ข้า
เป็นที่พึ่งพักพิง   หนุนตัก
ดั่งหยาดทิพย์จากฟ้า   สู่อ้อมใจนา
เปรียบเอาผืนแผ่นดิน   เป็นกระดาษ
น้ำสมุทรหมึกวาด    แซ่ซ้อง
พระคุณแม่ไม่อาจ    แทนทด  หมดเอย
ลูกกู่เกียรติเกริกก้อง   กราบเเท้ามารดา
(บทนี้แต่งตอน ป.ตรีแต่งส่งอาจารย์ ให้เวลาแต่งภายใน 2 ชั่วโมง ถ้าอาจารย์ไม่บังคับ หรือเพื่อคะแนน ก็คงแต่งไม่่จบหรือไม่มีความคิดว่าจะต้องแต่งโคลงสี่สุภาพในหัวข้อนี้ ตอนนั้นมีตัวช่วยคือไอ้น้อย เพราะโคลงมันบังคับเอกโท ซึ่งยากมากสำหรับคนสามัญธรรมดาแบบเรา และปีนั้นหรือปีถัดมาก็ไม่รู้ก็เขียนใส่การ์ดให้แม่ บอกอย่างเขินๆ ว่าอาจารย์เค้าบังคับให้แต่ง แม่แกะอ่านแล้วก็บอกเสียงเรียบๆ ว่า "อืม เก่งเน๊อะ" แค่นั้น.. แต่กลายเป็นว่า บทนี้เป็นบทเดียวที่ยังจำได้ขึ้นใจอยู่  แค่โคลงสี่สุภาพเพียง 2 บท แต่บรรจุความทรงจำดีดีมากมาย  ทั้งใบหน้าเพื่อนๆ ที่ต่างขมักเขม้นแต่คำประพันธ์ที่เรียกได้ว่าหินที่สุด (รองจากฉันท์) และเสียงนิ่งๆของแม่ (ตอนนั้นไม่ได้มองหน้าก็เลยจำได้แต่เสียง) ในตอนนั้น แต่แม่ยังเก็บการ์ดใบนั้นไว้อย่างดีในลิ้นชัก...

ท่านมู หนูขอเป็นศิษย์

posted on 10 Jul 2010 20:09 by yellowsmile

ตอนนี้เริ่มอ่านหนังสือของ ฮารูกิ มูราคามิ อยู่ อ่านไปแล้ว 2 เล่ม รวมเรื่องสั้นปีศาจเล็งซิงตัน กับ

นิยาย norwegion wood  ชอบก็เลยเริ่มตามเก็บเล่มเก่าๆ 

และเริ่มหาข้อมูลของนักเขียนท่่านนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ปรากฏว่ามีแฟนคลับมากมายที่ชื่นชอบผลงานขอนเค้า  กลับเป็นเราเสียอีกที่เพิ่ง

มีบุญได้มาอ่านงานเขียนดีดีแบบนี้  ตอนนี้หนังสือของท่านมูยืนเรียงแถวอยู่อีกหลายเล่ม

รอเวลาเราเผด็จศึก แต่การอ่านหนังสือของท่านนั้นต้องใช้สมาธิในการอ่านเป็นอย่างมาก 

เราจึงอยากให้เวลากับแต่ละเล่มเพื่อเก็บรายละเอียดและเข้าใจทุกคำ อ่านอย่างละเมียดละไมที่สุด

แม้เพียงสมาธิกับสายตาทำงานไม่ประสานกันเมื่อใด ก็จะไม่เข้าใจ หรืออาจจะพลาดใจความหรืิอสารสำคัญของเรื่องไปก็เป็นได้  ต้องกลับมาย่้อนอ่านใหม่ เพื่อให้ได้อรรถรสครบถ้วน

เดี๋ยวถ้าอ่านเล่มไหนจบเพิ่มเติม จะมา UP หน้านี้ใหม่นะ 

นี่คือความคิดแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในวันนี้

เพราะตื่นมากับสิ่งแรกที่เห็นคือ หนังสือ Norwegian wood วางอยู่ข้างๆ 

ก็เลยไม่อยากมาทำงาน  อยากอ่านหนังสือให้จบมากกว่า  กำลังสนุก  เพลิดเพลินกับมันอยู่เลย

แต่วินัยและคุณธรรมบังคับให้ต้องลุกมาอาบน้ำ แต่งตัว และมาทำงาน

ก็เลยความคิดว่า มาทำงานเราก็มาเขียน เขียน เขียน ในแต่ละวัน เขียนมากกว่าพูด มากกว่าอ่าน

มากกว่าเดิน มากกว่าอะไรอีกหลายอย่าง 

แต่การเขียนในที่ทำงานของเรานั้น เป็นเขียนเพืื่่อเอาคำที่เราเขียนไปยัดใส่ปากให้คนอื่นพูด (ที่ต้องใช้คำว่า "ยัด" ไม่ค่อยสุภาพเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เราคิดว่าถ้าการพูดมันต้องออกมาจากสมอง  จิตใจ และหลายอย่างปนกัน  แต่นี่เค้าพูดตามสคริปต์ที่เราเขียนให้ก็เลยไม่รู้สึกว่าเป็นคำพูดเท่าไหร่"

เค้าได้เครดิตจากคำพูดที่เราสร้างให้ แต่คนเขียนอย่างเรานี่สิ ไม่ได้อะไรเลย 

ได้เพียงความภาคภูมิใจในตอนแรกๆ ที่คิดว่าเราก็มีความสำคัญนะ 

เขียนคำพูด เพื่อให้คนอื่นพูด ยิ่งคนใหญ่คนโต พอเค้าพูดตามที่เราเขียนเราจะรู้สึกภูมิใจ  

อาจจะรู้สึกเป็นเกียรติที่คนระดับผู้บริหาร ดารา หรือคนมีหน้าตาทางสังเค้าพูดประโยคที่เราเขียน

แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่า เราไม่เห็นได้อะไรเลย  มันก็แค่ความภูมิใจล่องลอยในอากาศที่คนมองไม่เห็น

ไม่มีขึ้นเครดิตให้ว่า "สิ่งที่ผมพูดมาตั้งแต่ต้นจนจบนั้น คุณก้อยเป็นคนเขียนให้ผมครับ

คุณก้อยเป็นคนสร้างภาพพจน์ให้ผมดูดีใช่มั๊ยครับ ขอเสียงปรบมือให้คุณก้อยหน่อย"

นี่เองที่เขาเรียกว่า การปิดทองหลังพระ 

มันทำให้คิดว่าถ้ายังอยู่ตรงนี้ ก็ยังต้องเป็นแบบนี้ 

ก็เลยอยากจะหาความภาคภูมิใจให้ตัวเอง 

มีลายเซ็นของตนเองปรากฏบนงานเขียนของเราเอง

ก็ต้องก้าวไปข้างหน้า ....

ถ้าไม่ไขว่คว้า  แล้วเมื่อไหร่จะได้มาล่ะ

ถูกบล็อกด้วยภูมิประเทศ

posted on 02 Dec 2009 12:22 by yellowsmile

เอาอีกแล้ว  มีเรื่องอะไรอัดอั้นตันใจ

มันจะคิดถึง บล็อกนี้ก่อนเป็นอันดับแรก 

แต่เราไม่ได้มองบล็อกนี้เป็นกระโถน  หรือถังขยะ

อารมณ์เสียก็มาปลดปล่อยนะ

แต่คิดว่าบล็อกนี้เป็นพื่อนที่รู้ใจต่างหาก

 

บางทีมนุษย์เราก็อยากมีเวลาส่วนตัว  แม้ในที่ทำงาน

คนทำงานสร้างสรรค์ แต่พอรู้ว่าทุกอากัปกิริยาถูกมอง ถูกจับตาดูอยู่ตลอดเวลา

มันก็เลยอึดอัดพลานคิดอะไรไม่ออก

ไม่ว่าจะพิมพ์อักษรใด

เปิดเว็บไหน

ทำอะไร

ไม่ทำอะไร

แม่ง รู้หมด 

แต่ทำยังไงได้ก็มันถูกบล็อกด้วยภูมิประเทศที่ต้องหันหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เค้ามองได้อย่างชัดเจน

ถ้าเป็นเจ้านายเราไม่ว่า เพราะบริสุทธิ์ใจในการทำงาน

มีงานเราก็ตั้งใจทำ

ไม่มีงาน หรืองานไม่เร่ง เราก็หาข้อมูล หาความบันเทิงให้กับสมองเพื่อสร้างสรรค์ผลงานต่อไปได้

แต่แม่ง เกือกอะไรด้วย

ทำไมต้องมอง 

ไม่มีอะไรทำเหรอว่ะ

ยิ่งรู้ว่ามีคนมองอยู่ยิ่งไม่มีอารมณ์ทำงาน

 

เด็ดดอกไม่สะเทือนถึงดวงดาว

"เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" เป็นการตีความในแง่ธรรมชาติ ความหมายโดยสรุปคือ "การทำลายธรรมชาติแม้เพียงเล็กน้อย จะส่งผลกระทบถึงทั้งโลกที่เราอยู่" เป็นวลีที่ขยายความมาจาก "ทฤษฎีความอลวน-chaos theory" ทั้งนี้ คำ "chaos" (เค-ออส) เป็นศัพท์บัญญัติของนักคณิตศาสตร์ประยุกต์ชาวอเมริกัน เจมส์ เอ ยอร์ค ซึ่งอธิบายถึงลักษณะพฤติกรรมของระบบพลวัต (คือระบบที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เปลี่ยนแปลงตามเวลาที่เปลี่ยนไป)

จุดเริ่มต้นของทฤษฎีเคออส สืบย้อนไปได้ถึง ค.ศ.1900 โดยมีนักวิทยาศาสตร์นักคณิตศาสตร์เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อย เริ่มจากการศึกษาปัญหาวงโคจรของวัตถุสามชิ้นในสนามแรงดึงดูดระหว่างกัน ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ปัญหาสามวัตถุ โดย อองรี ปวงกาเร ซึ่งได้ค้นพบว่า วงโคจรที่ศึกษานั้นอาจจะมีลักษณะที่ไม่ได้เป็นวงรอบ คือไม่ได้มีทางวิ่งซ้ำเป็นวงรอบ ยิ่งไปกว่านั้น วงโคจรนั้นก็ไม่ได้ขยายวงออกไปเรื่อยๆ หรือมีลักษณะที่ลู่เข้าหาจุดใดๆ

แม้ ความอลวนของเส้นทางโคจรของดาวนั้นยังไม่ได้มีการทำการสังเกตบันทึกแต่อย่าง ใด แต่ก็ได้มีการสังเกตพบพฤติกรรมความอลวนในความปั่นป่วนของการเคลื่อนที่ของ ของไหล และในการออสซิลเลท แบบไม่เป็นวงรอบของวงจรวิทยุ ซึ่งไม่มีทฤษฎีใดในขณะนั้นสามารถอธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ได้

ความตื่นตัวในการพัฒนาทฤษฎีความอลวนเกิดขึ้นในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ คือผู้ริเริ่มบุกเบิก เขาสังเกตพฤติกรรมความอลวนขณะทดลองด้านการพยากรณ์อากาศ ในค.ศ.1961 โดยใช้คอมพิวเตอร์ซิมูเลชันแบบจำลองสภาพอากาศ

ซึ่งในการคำนวณครั้ง ถัดมาเขาไม่ต้องการเริ่มซิมูเลชันจากจุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณ เขาจึงใช้ข้อมูลในการคำนวณก่อนหน้านี้เพื่อเป็นค่าเริ่มต้น ปรากฏว่าค่าที่คำนวณได้มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาพบว่าสาเหตุเกิดจากการปัดเศษของค่าที่พิมพ์ออกมาจากค่าที่ใช้ใน คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีค่าน้อยมาก แต่สามารถนำไปสู่ความแตกต่างอย่างมากมาย เรียกว่า ไวต่อสภาวะเริ่มต้น

ในทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ คำจำกัดความของระบบเคออส คือ ระบบแบบไม่เป็นเชิงเส้นประเภทหนึ่ง ที่มีความไวต่อสภาวะเริ่มต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าระบบ 2 ระบบนั้นเริ่มต้นจากสภาวะที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือเกือบจะเหมือนกันทุกประการ เมื่อระบบได้มีการเปลี่ยนไปสักระยะหนึ่ง สภาวะของระบบทั้งสองที่สังเกตได้เมื่อเวลาผ่านไปจะแตกต่างกันอย่างสังเกต เห็นได้ชัด

"เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ตรงกับอีกประโยต "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ" (butterfly effect) ซึ่งมีที่มาไม่ชัดเจนแต่เริ่มปรากฏแพร่หลายหลังการบรรยายของลอเรนซ์ ในปี 1972 หัวข้อ "Does the Flap of a Butterfly"s Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?" นอกจากนี้แล้วยังอาจมีส่วนมาจากรูปแนวโคจรของตัวดึงดูดลอเรนซ์ ที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ซึ่งเขาได้ตีพิมพ์ในบทความวิชาการก่อนหน้านี้

เสียงที่มีความดัง-เบาเท่าไหร่ที่ทำให้ผู้ได้ยินนั้นรำคาญ

มันเป็นภาวะที่เราต้องเผชิญทุกวัน ตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินมาจนถึงวันนี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว วิธีเดียวที่หลีกเลี่ยงเสียงอันน่ารำคาญเหล่านั้น คือการเอาหูฟังมาเสียบหู  และเปิดเพลงดังๆ  มันทำให้ปวดหู  และไม่ได้ยินเสียงคนอื่นที่อาจจะต้องการคุยกับเรา  ทั้งเรื่องงานหรือเรื่องอื่นๆ แต่ทำยังไงได้ เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่พวกเราทั้งห้องคิดออก  ยกเว้นคนผู้เป็นต้นกำเนิดของเสียงรำคาญนั้น

 

1. เสียงฮัมเพลงที่ไม่เป็นเพลง  ในเวลาที่ผิดกาลเทศะ อย่างเวลาทำงาน  ในขณะที่ทุกคนในห้องทำงานกัน 

มีเสียงคนหนึ่งนั่งฮัมเพลง  อาจจะด้วยความเคยชินจากการเป็นคนที่มีดนตรีในหัวใจ

หรืออาจเกิดจากการว่างงานก็ไม่อาจทราบได้

 

2. เสียงจึ๊ก จั๊ก หรือถอนหาย แสดงความไม่พอใจ  อารมณ์เสีย  หรือเป็นอารมณ์ในด้านลบ  เป็นเสียงที่ไม่ทำให้เกิดความมโรมย์แก่ผู้ได้ยินเลย

 

3. เสียงกระทบช้อนกับจานข้าว  อาจจะเป็นการตัดอาหารให้เป็นชิ้นเล็กเพื่อง่ายแก่การตักเข้าปาก  หรือการวางช้อนเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว  บ่งบอกถึงสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล

 

 4. เสียงกระแทกข้าวของ ดังๆ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไร วางอะไรก็มีเสียงดังซะทุกครั้งไป หรือเสียงกระแทกคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ดังๆ เกินจริง  มันทำให้รู้สึกว่าผู้ที่ทำเสียงนั้นอยู่มีอาการไม่พอใจอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นภาวะอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาของบุคคลทั่วไปอีกแล้ว

 

5. เสียงพูดที่ดังเกินความจำเป็น  ไม่รู้ว่าจะพูดเสียงดังทำไม  กลัวคนอื่นไม่ได้ยินหรือไง  ถ้าเค้าไม่ได้ยินเค้าก็จะบอกเองแหละ  นี่พูดเสียงดังมาก จน...

 

bangkok traffic love story

posted on 05 Nov 2009 15:36 by yellowsmile

รถไฟฟ้ามาหานะเธอการเดินทางโดยรถไฟฟ้า

เป็นการเดินทางที่สร้างความแ่ม่นยำในการนัดหมายได้ดีที่สุด

ในบรรดาการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ ในปัจจุบัน

อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อถึงความมั่นคง

ไม่ออกนอกลู่นอกทางจนกระทั่งพระเอกและนางเอกมาเจอกันอีกครั้งหลังจาก 2 ปีให้หลัง

สรุปคือ Happy Ending

 

 หนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่ดูในโรงถึงสองครั้ง

 ระยะเวลาห่างกัน ประมาณ 10 วัน

แต่มันทำให้เราเข้าใจเรื่องภูมิหลังที่มีอิทธิพลต่อผู้อ่านวรรณกรรมมากขึ้น

คือครั้งแรก เราอินอยู่กับเหมยลี่ในห้วงของความรัก

ที่ต้องการมีความรัก เพราะเพื่อนๆ ต่างมีความรักและแต่งงานจากไปทีละคน

จนสุดท้ายเหลือเค้าคนเดียวที่ยังไม่มีและก็เกิดเรื่องราวสนุกสนานต่างๆ จนกระทั่งลงเอยด้วยดีกับพระเอก

ดูไปยิ้มไป หัวเราะ ขำไปกับเนื้อเรื่อง

แต่พอออกมามันรู้สึกว่า 2 ชั่วโมงกว่าที่เราดูชีวิตของเหมยลี่ที่ดำเนินไปในเรื่องก็ 2 ปี

และจบลงด้วยความสุข

แต่ชีวิตเราที่โมเมเอาว่าเป็นเหมยลี่นั้น  เรื่องราวมันดำเนินมาแค่ต้นเรื่องเท่านั้นเอง

จะเป็นยังไงต่อไปไม่รู้  จะจบเหมือนเรื่องนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้  และอีกนานแค่ไหน

 

 ส่วนการดูครั้งที่สอง

กับข่าวคราวของเพื่อนร่วมงานที่กำลังจะลาออกเพราะได้งานใหม่

ครั้งนี้เราก็เลยอินเรื่องความผูกพันของเหมยลี่กับเป็ดมากกว่า

และกลับมามองว่าต่อไปในที่ทำงาน

เพื่อนคนหนึ่งจะหายไป  การดำเนินชีวิตในที่ทำงานของเราก็เปลี่ยนไป 

พอๆ กับเพื่อนที่ไปพบกับเพื่อนร่วมงานใหม่ 

 

ความเป็นอื่น

posted on 02 Nov 2009 15:01 by yellowsmile

ความเป็นอื่น  ฉันเชื่อว่าเป็นความรู้สึกที่ทุกคนไม่อย่างสัมผัส

 

แต่มันก็มักจะมา  แบบที่เราไม่ต้องการนั่นแหละ

จำความได้ว่า  ความรู้สึกนี้มักเกิดขึ้นเมื่อต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ

เปลี่ยนที่อยู่ใหม่

เปลี่ยนโรงเรียนใหม่

เปลี่ยนที่ทำงานใหม่

ฉันเพิ่งเข้าใน  ที่คนมักกว่ามา "กลัวการเปลี่ยนแปลง" มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ตอนนี้ฉันกำลังเผชิญมันอยู่  ซึ่งมันค่อนข้างหนักหน่วง ลำบากอย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว

3 เดือนกับที่ทำงานใหม่

ฉันยังหาลิ้น  สำนวน  สำเนียง  อันเป็นภาษาที่ฉันคุ้นเคยไม่เจอ 

ภาษาที่พูดกับคนในครอบครัว

ภาษาที่พูดกับเพื่อนสนิท

ภาษาที่พูดกับเพื่อนที่ทำงานเก่า

มันหายไปไหน????????

และคนที่จะมาเป็น companymate ของฉันเป็นใคร?????????

ฉันอยากเจอเธอเร็วๆ