นี่คือความคิดแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในวันนี้
เพราะตื่นมากับสิ่งแรกที่เห็นคือ หนังสือ Norwegian wood วางอยู่ข้างๆ
ก็เลยไม่อยากมาทำงาน อยากอ่านหนังสือให้จบมากกว่า กำลังสนุก เพลิดเพลินกับมันอยู่เลย
แต่วินัยและคุณธรรมบังคับให้ต้องลุกมาอาบน้ำ แต่งตัว และมาทำงาน
ก็เลยความคิดว่า มาทำงานเราก็มาเขียน เขียน เขียน ในแต่ละวัน เขียนมากกว่าพูด มากกว่าอ่าน
มากกว่าเดิน มากกว่าอะไรอีกหลายอย่าง
แต่การเขียนในที่ทำงานของเรานั้น เป็นเขียนเพืื่่อเอาคำที่เราเขียนไปยัดใส่ปากให้คนอื่นพูด (ที่ต้องใช้คำว่า "ยัด" ไม่ค่อยสุภาพเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เราคิดว่าถ้าการพูดมันต้องออกมาจากสมอง จิตใจ และหลายอย่างปนกัน แต่นี่เค้าพูดตามสคริปต์ที่เราเขียนให้ก็เลยไม่รู้สึกว่าเป็นคำพูดเท่าไหร่"
เค้าได้เครดิตจากคำพูดที่เราสร้างให้ แต่คนเขียนอย่างเรานี่สิ ไม่ได้อะไรเลย
ได้เพียงความภาคภูมิใจในตอนแรกๆ ที่คิดว่าเราก็มีความสำคัญนะ
เขียนคำพูด เพื่อให้คนอื่นพูด ยิ่งคนใหญ่คนโต พอเค้าพูดตามที่เราเขียนเราจะรู้สึกภูมิใจ
อาจจะรู้สึกเป็นเกียรติที่คนระดับผู้บริหาร ดารา หรือคนมีหน้าตาทางสังเค้าพูดประโยคที่เราเขียน
แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่า เราไม่เห็นได้อะไรเลย มันก็แค่ความภูมิใจล่องลอยในอากาศที่คนมองไม่เห็น
ไม่มีขึ้นเครดิตให้ว่า "สิ่งที่ผมพูดมาตั้งแต่ต้นจนจบนั้น คุณก้อยเป็นคนเขียนให้ผมครับ
คุณก้อยเป็นคนสร้างภาพพจน์ให้ผมดูดีใช่มั๊ยครับ ขอเสียงปรบมือให้คุณก้อยหน่อย"
นี่เองที่เขาเรียกว่า การปิดทองหลังพระ
มันทำให้คิดว่าถ้ายังอยู่ตรงนี้ ก็ยังต้องเป็นแบบนี้
ก็เลยอยากจะหาความภาคภูมิใจให้ตัวเอง
มีลายเซ็นของตนเองปรากฏบนงานเขียนของเราเอง
ก็ต้องก้าวไปข้างหน้า ....
ถ้าไม่ไขว่คว้า แล้วเมื่อไหร่จะได้มาล่ะ